หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคนที่เป็นอัมพาตทั้งตัวค่ะ อ.วัลยา วิวัฒน์ศร แปลไทยในชื่อ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ
ฌอง โดมินิก โบบี้ วัย 44 ปี บรรณาธิการนิตยสารแอลฝรั่งเศส โลหิตเส้นหนึ่งในก้านสมองแตก ทำเป็นเกิดอาการ Locked-in Syndrome คืออัมพาตทั้งตัว ขยับได้แค่เปลือกตาซ้าย เข้ารักษาตัวฉุกเฉินและอยู่โรงพยาบาลเกือบสองปี พอตั้งสติได้ เขาก็เริ่มเขียน โดยเรียบเรียงเรื่อง จำไว้ให้ได้ทุกวรรคทุกคำ แล้วบอกให้คนข้างเตียงจด เขาจะกระพริบตาเมื่อเธอท่องตัวอักษรถึงตัวที่เขาต้องการทีละตัว ทีละตัว งานเขียนชิ้นนี้จึงสาหัสมาก
“ ผมบรรจงปั้นแต่ละประโยค ตกแต่งอีกราวสิบหนอยู่ในสมอง ตัดออกสักคำ เติมคุณศัพท์อีกสักตัว แล้วท่องจำเนื้อความของผมจนขึ้นใจ ทีละย่อหน้า ”
เขาเปรียบภาวะขยับตัวไม่ได้ว่าเหมือนสวมชุดประดาน้ำรัดรึงไว้ แต่หัวใจและจินตนาการนั้นยังคงโบยบินเหมือนกับผีเสื้อ 
โกล๊ด ม็องติบิล ผู้ขานตัวอักษรและจดทีละตัวต้องมาพบโดมินิก โบบี้ที่โรงพยาบาลริมทะเล เธอบอกว่าแม้ตั้งใจทำงาน บางบทของโบบี้ทำให้เธอร้องไห้ เช่นตอนที่ภรรยาพาลูกสองคนมาเยี่ยมในวันพ่อ
“ ก่อนเกิดอุบัติเหตุ เราพ่อแม่ลูกไม่เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องมาพบกันตามวันในปฏิทินสายสัมพันธ์ แต่ครั้งนี้เราใช้เวลาร่วมกัน..
“ .. เรากลับคืนสู่ห้องของผมเพื่อลาจากกันจากห้วงลึกของหัวใจเป็นครั้งสุดท้าย ”
โบบี้เล่าเรื่องในโรงพยาบาลและชีวิตตนเอง อย่างมีชั้นเชิงวรรณศิลป์ และทำให้คนทั้งโลกต้องสังวรณ์ว่าผู้ป่วยอัมพาตนั้น รู้จักความเจ็บปวดมากกว่าที่เคยคิดกัน
“ สองมือแดงเพราะถูกแดดเผา กระดูกก้นกบแทบจะหักด้วยนั่งเก้าอี้นานเกินไป ”
“ ในจักรวาลนี้มีกุญแจสำหรับไขชุดประดาน้ำของผมไหมหนอ มีรถไฟใต้ดินสักสายที่ปราศจากสถานีปลายทางหรือไม่ มีเงินตราค่าสูงพอจะซื้อเสรีภาพของผมคืนมาบ้างไหม ” นี่คือคำถามในบทสุดท้ายของโบบี้ค่ะ
เมื่อฉบับภาษาฝรั่งเศสออกวางตลาดในปี 2540 นั้้น ขายได้ทันที 25,000 เล่ม หมดในพริบตา จนต้องพิมพ์ซ้ำอีก 30,000 เล่ม 3 วัน หลังวางจำหน่าย ฌอง โดมินิก โบบี้ ก็เสียชีวิต
ความอดทนของผู้จดร่วมกับความสามารถในการเล่าเรื่องของผู้เขียน บวกความพยายามอย่างใส่ใจของผู้แปล ทำให้หนังสือที่น่าคารวะนี้ ออกมาสู่วงวรรณกรรม เป็นตัวอย่างและเป็นกำลังใจดียิ่งแก่ผู้ป่วยและผู้ดูแลเกี่ยวข้อง
ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เป็นมากกว่าหนังสือ แต่คือแรงใจในการใช้ชีวิต ที่อ่านได้อ่านดี อยากให้อ่านจริงๆค่ะ





